สัปดาห์ที่ 1 งานชิ้นที่ 1
งานชิ้นที่1
สัปดาห์ที่_1 จันทร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ.2560
1.
นวัตกรรมคือ
2.
การประเมินตามสภาพจริง
3.
กลุ่มและทีม
4.
ความหมายของภาษา
1.
นวัตกรรม คือ
ตอบ
คำว่านวัตกรรมมาจากคำภาษาอังกฤษว่า “Innovation” โดยมีรูปศัพท์เดิมมาจากภาษาบาลี
คือ นว+อตต+กรรม ทั้งนี้ คำว่า นว แปลว่า ใหม่ อัตต แปลว่า ตัวเอง
และกรรมแปลว่าการกระทำ เมื่อรวมเป็นคำว่านวัตกรรม ตามรากศัพท์หมายถึง
การกระทำที่ใหม่ของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับคำนิยามของ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (2549)
ได้ให้ความหมายของนวัตกรรมไว้ว่า นวัตกรรมคือ “
สิ่งใหม่ที่เกิดจากการใช้ความรู้
และความคิดสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม”
ดังนั้นน่าจะสรุปได้ว่า
นวัตตกรรม หมายถึง สิ่งใหม่ที่กระทำซึ่งเกิดจากการใช้ความรู้ ใช้ความคิดสร้างสรรค์
สิ่งใหม่ในที่นี้อาจจะอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์ แนวคิด หรือกระบวนการ
ที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนา
องค์ประกอบของนวัตกรรม
ประกอบด้วย
1.ความใหม่ ใหม่ในที่นี้คือ สิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีผู้ใดทำมาก่อน
เคยทำมาแล้วในอดึตแต่นำมารื้อฟื้นใหม่
หรือเป็นสิ่งใหม่ที่มีการพัฒนามาจากของเก่าที่มีอยู่เดิม
2.ใช้ความรู้หรือความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนา
นวัตกรรมต้องเกิดจากการใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างและพัฒนา
ไม่ใช่เกิดจากการลอกเลียนแบบ หรือการทำซ้ำ
3.มีประโยชน์ สามารถนำไปพัฒนาหรือแก้ปัญหาในการดำเนินงานได้
ถ้าในทางธุรกิจต้องมีประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าเพิ่ม
4.นวัตกรรมมีโอกาสในการพัฒนาต่อได้
ชั้นตอนของนวัตกรรม
1.การคิดค้น (Invention) เป็นการยกร่างนวัตกรรมประกอบด้วยการศึกษาเอกสารทฤษฎีที่เกี่ยวกับนวัตกรรม
การกำหนดโครงสร้างรูปแบบของนวัตกรรม
2.การพัฒนา ( Development) เป็นขั้นตอนการลงมือสร้างนวัตกรรมตามที่ยกร่างไว้
การตรวจสอบคุณภาพของนวัตกรรมและการปรับปรุงแก้ไข
3.ขั้นนำไปใช้จริง(Implement) เป็นขั้นที่มีความแตกต่างจากที่เคยปฏิบัติเดิมมา
ในขั้นตอนนี้รวมถึงขั้นการทดลองใช้นวัตกรรม และการประเมินผลการใช้นวัตกรรม
4.ขั้นเผยแพร่ ( Promotion) เป็นขั้นของการเผยแพร่
การนำเสนอ หรือการจำหน่าย
ที่มา
https://www.gotoknow.org/posts/492060
2.
การประเมินตามสภาพจริง
ตอบ
การประเมินตามสภาพจริงเป็นการกระทำ การแสดงออกหลาย ๆ ด้าน
ของนักเรียนตามสภาพความเป็นจริงทั้งในและนอกห้องเรียน
มีวิธีการประเมินโดยสังเขปดังนี้ (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ 2542 :
184-193)
1.
การสังเกต
เป็นวิธีการที่ดีมากวิธีหนึ่งในการเก็บข้อมูลพฤติกรรมด้านการใช้ความคิด
การปฏิบัติงาน และโดยเฉพาะด้านอารมณ์ ความรู้สึก และลักษณะนิสัยสามารถทำได้ทุกเวลา
ทุกสถานที่ทั้งในห้องเรียน นอกห้องเรียน หรือในสถานการณ์อื่นนอกโรงเรียน
วิธีการสังเกตทำได้โดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ
การสังเกตโดยตั้งใจหรือมีโครงการสร้างหมายถึงครูกำหนดพฤติกรรมที่ต้องสังเกต
ช่วงเวลาสังเกตและวิธีการสังเกต (เช่น สังเกตคนละ 3-5
นาทีเวียนไปเรื่อย ๆ )อีกวิธีหนึ่ง คือ การสังเกตแบบไม่ตั้งใจ หรือไม่มีโครงสร้าง
ซึ่งหมายถึงไม่มีการกำหนดรายการสังเกตไว้ล่วงหน้า ครูอาจมีกระดาษแผ่นเล็ก ๆ
ติดตัวไว้ตลอดเวลาเพื่อบันทึกเมื่อพบพฤติกรรมการแสดงออกที่มีความหมาย
หรือสะดุดความสนใจของครู การบันทึกอาจทำได้โดยย่อก่อน
แล้วขยายความสมบูรณ์ภายหลังวิธีการสังเกตที่ดีควรใช้ทั้งสองวิธี
เพราะการสังเกตโดยตั้งใจ
อาจทำให้ละเลยมองข้ามพฤติกรรมที่น่าสนใจแต่ไม่มีในรายการที่กำหนด
ส่วนการสังเกตโดยไม่ตั้งใจอาจทำให้ครูขาดความชัดเจนว่าพฤติกรรมใด การแสดงออกใด
ที่ควรแก่การสนใจและบันทึกไว้ เป็นต้น ข้อเตือนใจสำหรับการใช้วิธีสังเกต คือ
ต้องสังเกตหลาย ๆ ครั้งในหลายๆ สถานการณ์ (การเรียน การทำงานตามลำพัง
การทำงานกลุ่ม การเล่น การเข้าสังคมกับเพื่อน การวางตัว ฯลฯ)
เมื่อมีเวลาผ่านไประยะหนึ่งๆ (2-3 สัปดาห์)
จึงนำข้อมูลเหล่านี้มาเพื่อพิจารณาสักครั้งหนึ่ง เครื่องมืออื่น ๆ
ที่ใช้ประกอบการสังเกต ได้แก่ แบบตรวจสอบรายการ แบบมาตราส่วนประมาณค่า
แบบบันทึกระเบียนสะสม เป็นต้น
2.
การสัมภาษณ์ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ใช้เก็บข้อมูลพฤติกรรมด้านต่างได้ดี
เช่น ความคิด (สติปัญญา) ความรู้สึก กระบวนการขั้นตอนในการทำงาน วิธีแก้ปัญหา ฯลฯ
อาจใช้ประกอบการสังเกตเพื่อให้ได้ข้อมูลที่มั่นใจมากยิ่งขึ้น
ข้อแนะนำบางประการเกี่ยวกับการสัมภาษณ์ (1) ก่อนสัมภาษณ์ควรหาข้อมูลเกี่ยวกับภูมิหลังของนักเรียนก่อนเพื่อทำให้การสัมภาษณ์เจาะตรงประเด็นและได้ข้อมูลยิ่งขึ้น
(2) เตรียมชุดคำถามล่วงหน้าและจัดลำดับคำถามช่วยให้การตอบไม่วกวน
(3) ขณะสัมภาษณ์ครูใช้วาจา ท่าทาง
น้ำเสียงที่อบอุ่นเป็นกันเอง ทำให้นักเรียนเกิดความรู้สึกปลอดภัย
และแนวโน้มให้นักเรียนอยากพูด / เล่า (4) ใช้คำภามที่นักเรียนเข้าใจง่าย
(5) อาจใช้วิธีสัมภาษณ์ทางอ้อมคือ
สัมภาษณ์จากบุคคลที่ใกล้ชิดนักเรียน เช่น เพื่อนสนิท ผู้ปกครอง เป็นต้น
3.
การตรวจงาน
เป็นการวัดและประเมินผลที่เน้นการนำผลการประเมินไปใช้ทันทีใน 2 ลักษณะ คือ เพื่อการช่วยเหลือนักเรียนและเพื่อปรับปรุงการสอนของครู
จึงเป็นการประเมินที่ควรดำเนินการตลอดเวลา เช่น การตรวจแบบฝึกหัด ผลงานภาคปฏิบัติ
โครงการ/โครงงานต่างๆ เป็นต้น
งานเหล่านี้ควรมีลักษณะที่ครูสามารถประเมินพฤติกรรมระดับสูงของนักเรียนได้ เช่น
แบบฝึกหัดที่เน้นการเขียนตอบ เรียบเรียง สร้างสรรค์
(ไม่ใช้แบบฝึกหัดที่เลียนแบบข้อสอบเลือกตอบซึ่งมักประเมินได้เพียงความรู้ความจำ)
งาน โครงการ โครงงาน ที่เน้นความคิดขั้นสูงในการวางแผนจัดการ
ดำเนินการและแก้ปัญหาสิ่งที่ควรประเมินควบคู่ไปด้วยเสมอในการตรวจงาน
(ทั้งงานเขียนตอบและปฏิบัติ) คือ ลักษณะนิสัยและคุณลักษณะที่ดีในการทำงาน
4.
การรายงานตนเอง เป็นการให้นักเรียนเขียนบรรยายหรือตอบคำถามสั้น ๆ
หรือ ตอบแบบสอบถามที่ครูสร้างขึ้น
เพื่อสะท้อนถึงการเรียนรู้ของนักเรียนทั้งความรู้ ความเข้าใจ วิธีคิด
วิธีทำงานความพอใจในผลงาน ความต้องการพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น
5.
การใช้บันทึกจากผู้ที่เกี่ยวข้อง
เป็นการรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับตัวนักเรียนผลงานนักเรียน โดยเฉพาะความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของนักเรียนจากแหล่งต่าง
ๆ เช่น จากเพื่อนครู –
โดยประชุมแลกเปลี่ยนข้อมูลความคิดเห็นเกี่ยวกับการเรียนรู้ของนักเรียน
(ประเมินเดือนละครั้ง) จากเพื่อนนักเรียน – โดยจัดชั่วโมงสนทนา วิพากษ์ผลงาน
(นักเรียนต้องได้รับคำแนะนำมาก่อนเกี่ยวกับหลักการ วิธีวิจารณ์เพื่อการสร้างสรรค์)
จากผู้ปกครอง – โดยจดหมาย / สารสัมพันธ์ที่ครู
หรือโรงเรียนกับผู้ปกครองมีถึงกันโดยตลอดเวลา
โดยการประชุมผู้ปกครองที่โรงเรียนจัดขึ้น หรือโดยการตอบแบบสอบถามสั้น ๆ
6.
การใช้ข้อสอบแบบเน้นการปฏิบัติจริง ในกรณีที่ครูต้องการใช้แบบทดสอบ
ขอเสนอแนะให้ใช้แบบทดสอบภาคปฏิบัติที่เน้นการปฏิบัติจริง ซึ่งมีลักษณะดังต่อไปนี้
6.1 ปัญหาต้องมีความหมายต่อผู้เรียน
และมีความสำคัญเพียงพอที่จะแสดงถึงภูมิความรู้ของนักเรียนในระดับชั้นนั้น ๆ
6.2 เป็นปัญหาที่เลียนแบบสภาพจริงในชีวิตของนักเรียน
6.3 แบบสอบต้องครอบคลุมทั้งความสามารถและเนื้อหาตามหลักสูตร
6.4 นักเรียนต้องใช้ความรู้ความสามารถ ความคิดหลาย ๆ ด้านมาผสมผสาน
และแสดงวิธีคิดได้เป็นขั้นตอนที่ชัดเจน
6.5 ควรมีคำตอบถูกได้หลายคำตอบ และมีวิธีการหาคำตอบได้หลายวิธี
6.6 มีเกณฑ์การให้คะแนนตามความสมบูรณ์ของคำตอบอย่างชัดเจน
7.
การประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมงาน แฟ้มสะสมงานหมายถึง
สิ่งที่ใช้สะสมงานของนักเรียนอย่างมีจุดประสงค์ อาจเป็นแฟ้ม กล่อง แผ่นดิสก์
อัลบั้ม ฯลฯ ที่แสดงให้เห็นถึงความพยายาม ความก้าวหน้า และผลสัมฤทธิ์ในเรื่องนั้นๆ
หรือหลาย ๆ เรื่อง การสะสมนั้นนักเรียนมีส่วนร่วมในการเลือกเนื้อหา เกณฑ์การเลือก
เกณฑ์การตัดสิน ความสามารถ / คุณสมบัติ หลักฐานการสะท้อนตนเอง
การประเมินผลโดยใช้แฟ้มสะสมงานเป็นวิธีการประเมินผลการเรียนรู้ตามสภาพจริงที่ได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลายวิธีหนึ่ง
เพราะใช้การประเมินให้ผูกติดอยู่กับการสอนและมีนักเรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอนที่ชัดเจน
วิธีการประเมินตามสภาพจริงที่ได้กล่าวแล้วนั้น
การที่จะได้มาซึ่งผลการเรียนรู้ที่แท้จริงของนักเรียน
ครูควรใช้วิธีการเก็บข้อมูลหลายๆ วิธีผสมผสานกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่หลากหลาย
ครอบคลุมพฤติกรรมทุกด้านและมีจำนวนมากเพียงพอที่จะประเมินผลที่เกิดขึ้นในตัวนักเรียนอย่างมั่นใจหลักเกณฑ์
วิธีการให้คะแนนตามแนวทางการประเมินตามสภาพจริงการให้คะแนน
หลักเกณฑ์และวิธีการให้คะแนนตามแนวทางของาการประเมินตามสภาพจริงของนักเรียน
ทำได้ใน 2 แนวทาง (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ,
2540 : 12-14) ดังนี้ แนวทางที่ 1
ให้คะแนนในลักษณะภาพรวม เป็นการให้คะแนนในความหมายว่า
คะแนนนั้นเป็นตัวแทนความประทับใจในผลงานทั้งหมดรวมทุกด้านแล้ว
มักใช้กับเครื่องมือวัดประเมินผลที่เป็น Authentic Test แนวทางที่
2 ให้คะแนนในลักษณะวิเคราะห์งานเป็นส่วนย่อย
เป็นการแตกย่อยผลสัมฤทธิ์ของงานหนึ่งๆ ออกเป็นหลายๆ ด้าน
เพื่อวิเคราะห์ระดับความสำเร็จแต่ละด้านในงานนั้น ของนักเรียน
ข้อมูลมีประโยชน์มากต่อการพัฒนาการเรียนการสอน
มักใช้ประเมินแฟ้มสะสมตัวอย่างข้อสอบและวิธีการให้คะแนนในลักษณะวิเคราะห์งานเป็นส่วนย่อย
การประเมินภาพวาด (ศิลปศึกษา) (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ 2540
: 17 อ้างถึง สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. 2537)
การจัดองค์ประกอบ1 คะแนน
องค์ประกอบภาพน้อยหรือมากเกินไป เนื้อหาไม่ตรงจุดมุ่งหมาย ระยะภาพมีระยะเดียว2 คะแนน องค์ประกอบภาพกระจายจนไม่มีจุดเด่น ระยะภาพผิดขนาดในบางส่วน3 คะแนน ภาพมีความสมดุล จุดเด่นภาพชัดเจน เหมาะสม มีการใช้ระยะภาพใกล้ –
ไกล นำสายตาไปยังจุดเด่นการผสมสี1 คะแนน บีบสีจากหลอด
ระบายบนกระดาษเลย และไม่สามารถผสมสีได้ตามต้องการ2 คะแนน
ใช้จานสีในการผสมสี แต่สีเหลวหรือข้นเกินไป3 คะแนน
ผสมสีได้เหมาะสมและใช้สีได้ใกล้เคียงความจริง ฯลฯกล่าวโดยสรุป
วิธีการให้คะแนนตามแนวประเมินตามสภาพจริง
เน้นที่การให้ข้อมูลที่สามารถบ่งชี้ถึงความสำเร็จหรือความรอบรู้ของนักเรียนว่ามีลักษณะอย่างไรและความสำเร็จหรือความรอบรู้ในระดับที่แตกต่างกันนั้น
มีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร ไม่ใช่ให้ความหมายเพียงแค่การได้ / ตก หรือ ผ่าน /
ไม่ผ่าน หรือระดับของการผ่านเท่านั้น
นอกจากนี้การนำผลประเมินไปใช้ประโยชน์ด้านการตัดสินผลการเรียนก็มีความสำคัญเป็นอันดับรองจากการนำไปใช้เพื่อพัฒนานักเรียนและตัวครูสรุปการประเมินสภาพจริง
เป็นการประเมินที่เน้นให้ผู้เรียนปฏิบัติ
ถ้าสามรถปฏิบัติได้ในสถานการณ์จริงจะดีมาก แต่ถ้าไม่ได้
อาจใช้สถานการณ์จำลองที่พยายามให้เหมือนจริงมากที่สุด
หรืออาจจะให้ผู้เรียนไปปฏิบัตินอกห้องเรียน หรือที่บ้าน แล้วเก็บผลงานไว้
โดยอาจจะเก็บไว้ในแฟ้มสะสมงาน แล้วครูเรียกมาประเมินภายหลัง
สถานการณ์ที่ประเมินควรเป็นสถานการณ์ที่ประเมินผู้เรียนได้หลายมิติ เช่น ทักษะ
ความรู้ ความสามารถ การคิด และคุณลักษณะต่างๆ
วิธีการที่ใช้ประกอบการประเมินตามสภาพจริงควรมีหลากหลายประกอบกัน สรุปได้ดังนี้
1.
การสังเกต 2. การสัมภาษณ์ 3. การตรวจงาน 4. การรายงานตนเองของนักเรียน 5. การบันทึกจากผู้ที่เกี่ยวข้อง 6. การใช้ข้อสอบแบบเน้นการปฏิบัติจริง
7. การประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมงาน
การให้คะแนนการประเมินตามสภาพจริง มี 2 แนวทาง คือ
การประเมินในลักษณะภาพรวม และการประเมินในลักษณะการวิเคราะห์ส่วนย่อย
หัวใจสำคัญของการประเมินตามสภาพจริง คือ ต้องสอน
และให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากสภาพจริง
ที่มา
https://www.gotoknow.org/posts/551020
3.
กลุ่มและทีม
ตอบ
"กลุ่ม" (Group)
คือ การรวมตัวกันของคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
เมื่อใดที่มีการรวมตัวกัน กลุ่มย่อมเกิดขึ้นแล้ว ส่วนใหญ่การรวมตัวกันเกิดจากความเหมือนกันในด้านต่างๆ
เช่น ความสนใจ อุปนิสัย หรือด้วยเหตุปัจจัยต่างๆที่ทำให้เกิดการรวมตัวกัน
อาจมีเป้าหมายเฉพาะหรือไม่มีก็ได้ "ทีม" (Team) คือ
การรวมตัวตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป
เป็นกลุ่มที่มีความสัมพันธ์ต่อกัน ผูกพันกัน มีจุดมุ่งหมาย เป้าหมายเดียวกันและต้องเป็นเป้าหมายที่เกิดประโยชน์และสร้างสรรค์
(ที่กล่าวเช่นนี้เพราะ หากเป้าหมายนั้นไม่สร้างสรรค์ เช่น
การรวมตัวของคนกลุ่มหนึ่งเพื่อก่ออาชญากรรม เราไม่ถือว่าเป็นทีม แต่เป็นกลุ่มคน
นั่นเพราะแม้มีจุดมุ่งหมายและเป้าหมายเดียวกัน แต่เป็นเป้าหมายที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อน
วุ่นวายแก่สังคมส่วนใหญ่)ที่มา http://www.phanrakwork.com
4.
ความหมายของภาษา
ตอบ ภาษา เมื่อแปลตามรูปศัพท์หมายถึง
คำพูดหรือถ้อยคำ
ภาษาเป็นเครื่องมือของมนุษย์ที่ใช้ในการสื่อความหมายให้สามารถติดต่อสื่อสาร
เข้าใจกันได้ โดยมีระเบียบของเสียงและเรื่องของคำเป็นเครื่องกำหนด
ในพจนาณุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ. 2525
ใหความหมายของคำว่าภาษาคือเสียงหรือกิริยาอาการที่ทำความเข้าใจกันได้ คำพูด
ถ้อยคำที่ใช้พูดจากัน ภาษาสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
วัจนภาษา และ อวัจนภาษา1. วัจนภาษา
เป็นภาษาที่พูดโดยใช้เสียงที่เป็นถ้อยคำ สร้างความเข้าใจกัน
มีระเบียบในการใช้ถ้อยคำในการพูด นอกจากนั้นยังเป็นหนังสือที่ใช้แทนคำพูด
คำที่ใช้เขียนจะเป็นคำที่เลือกสรรแล้ว
มีระเบียบในการใช้ถ้อยคำในการเขียนและการพูดตามหลักภาษา2. อวัจนภาษา
เป็นภาษาที่ใช้สิ่งอื่นนอกเหนือจางคำพูดและตัวหนังสือในการสื่อสารเพื่อทำให้เกิดความเข้าใจ
ภาษาที่ไม่เป็นถ้อยคำได้แก่ ท่าทางการแสดงออก การใช้มือใช้แขนประกอบการพูดหรือสัญลักษณ์ต่างๆที่ใช้ในการสื่อสารสร้างความเข้าใจ
เช่น สัญญานไฟจราจร สัญญานธง เป็นต้น ภาษามีความสำคัญต่อมนุษย์มาก
เพราะนอกจากจะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารแล้ว
ยังเป็นเครื่องมือแห่งการเรียนรู้และการพัฒนาความคิดของมนุษย์และเป็นเครื่องมือถ่ายทอดวัฒนธรรมและการประกอบอาชีพ
และที่สำคัญก็คือ ภาษาช่วยสร้างเสริมความสามัคคีของคนในชาติอีกด้วย
เพราะภาษาเป็นถ้อยคำที่ใช้ในการสื่อสารสร้างความเข้าใจกันในสังคมที่มา
https://nungruatai11.wordpress.com
ʚ♡⃛ɞ(ू•ᴗ•ू❁)
ตอบลบ